วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2551

สรุปบทที่ 5

เทคโนโลยี (Technology)



ความหมายของประเภท



เทคโนโลยีเป็นการเชื่อมระหว่างความชำนาญ ความรู้ ประสบการณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต และการกระจายสินค้าหรือบริการ เทคโนโลยีรวมอยู่ในกิจกรรมทั้งหมดขององค์การหรือสำนักงานและอันตราการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเกิดวัตกรรมของสำนักงานเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมี 2 ชนิดคือ



1. Quantum Technological Change



2. Lncremetal Technology Change



· เทคโนโลยีมีหลายประเภท เช่น CAD (เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสร้างการออกแบบทางด้านวิศวกรรม) CAM ( ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อตรวจสอบกระบวนการผลิต เชื่อมกับเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ และมีข้อมูลย้อยกลับเพื่อใช้ในการควบคุม) GT (ใช้คอมพิวเตอร์แบ่งชิ้นส่วนและแยกประเภทจากกลุ่ม ใช้ในการจัดเก็บและการผลิต ) และ Robotics ( ใช้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติการทำงานแทนมนุษย์ ) เป็นต้น



เทคโนโลยีสารสนเทศ






· เทศโนโลยีข้อมูลหรือสารสนเทศ ( lnformatio Technology หรือ IT ) กล้าวถึงขบวนการปฏิบัติหรือระบบใดๆ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับกระบวนการและการเคลื่อนย้ายข้อมูล ปัจจุบันทุกคนมีความคุ้นเคยกับองค์ประกอบสมัยใหม่ของ IT เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) การใช้ lnternet ,E-mail เป็นต้น IT มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากจนเห็นได้ชัด ในธุรกิจนำ IT มาช่วยสร้างความเปรียบเชิงกลยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับกลยุทธ์ใหม่ กรเข้าถึงลูกค้าและลดต้นทุน ส่วนคำว่าระบบข้อมูล



· นอกจากนี้ยังมีระบบที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลอีกมากมาย เช่น ESS ES DSS เป็นต้น IT มีความสำคัญและสัมพันธ์ต่อการบริหารอย่างมาก ทั้งนี้อาจกล่าวถึงความสำคัญและความสัมพันธ์ของธุรกิจและเทคโนโลยีได้



ประโยชน์ของเทคโนโลยี



ผู้บริหารสำนักงานควนรู้จัก IT ในมุมมองที่ทักทายนักบริหาร การเปลี่ยนแปลงในสำนักงานได้อย่างไร



1. ใช้ในการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน เช่น Robotics CAM



2. เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพ เช่น JIT Scheduling Program



3. พัฒนาสำนักงานอัตโนมัติ เช่น เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารต่างๆ



4. เครือข่ายคอมพิวเตอร์กว้างไกลขึ้น เช่น LAN WAN lntemet Gropware



5. ช่วยในการควบคุม วางแผน และการตัดสินใจ เช่น DSS Simultion



6. สร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน



อุปสรรคของเทคโนโลยี



1. ปัญหาด้านเทคโนโลยี โดยขาดมาตรฐานความคงที่



2. การต่อต้านจากผู้ใช้ เหตุผลเบื้องต้นคือ เกิดความกล้วเทคโนโลยี ( เรียกว่า Technopobia )



3. การค้าด้านการเมือง เพราะอิทธิพลของ IT ที่มีการเปลี่ยนแปลงในสำนักงาน



ข้อจำกับของเทคโนโลยี



1. ขาดความอิสระเพราะการพึ่งพาเทคโนโลยี



2. ขาดมนุษย์สัมพันธ์ในสำนักงาน



ผลกระทบของเทคโนโลยี



การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเกิดขึ้นตลอดเวลาเป็นที่รู้จักและพบเป็นเรื่องปกติทั่วไป ทั้งในชีวิตการทำงานและในชีวิตส่วนตัว ธุรกิจหลายชนิดพัฒนาและนำเสนอโนโลยี ใหม่เชิงวัตกรรม ประสพความสำเร็จและมีการเติบโตสูงมากในปัจจุบันเช่น lnter , Motorola , Matsushita , Wal-Mart , Sony เป็นต้น



นอกจากนี้เทคโนโลยียังอาจมีผลกระทบต่อพฤติกรรมในองค์การหรือสำนักงานในเชิงลบโดยเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย เพาะเกรงว่าจะมีการนำคอมพิวเตอร์เทคโนโลยีอื่นใดมาแทนคนจะเห็นได้จากมีการลดขนาดองค์การ (Downsizing) และปลดออก (Layoff) รวมการทั้งเอ็นจิเนียริ่งในสำนักงาน ก็จะมีการระบบอัตโนมัติคำนวณปริมาณที่เหมาะสมหรือมีการออกแบสินค้าขึ้นใหม่ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นที่สำนักงานหรือแม้กระทั่งการจักระบบใหม่



การจัดการกับเทคโนโลยี



ผู้บริหารสำนักงานอาจมีวิธีจัดการบริหารเทคโนโลยีในสำนักงานได้หลายรูปแบบ ตามแต่ละสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเพื่อแก้ไขอุปสรรคแบะข้อจำกัดบางประการมีข้อเสนอแนะนำในการจัดการกับเทคโนโลยีในสำนักงาน ดังนี้



1. คำนึงถึงเป้าหมายหลักขององค์การและวิเคราะห์ผลในการนำเทคโนโลยีมาใช้



2. ตรวจสอบเทคโนโลยีที่ใช้อยู่



3. สร้างระบบสนับสนุนในการปฏิบัติกับเทคโนโลยี



4. เน้นความเข้าใจที่ถูกต้องกับเทคโนโลยีให้พนักงานได้ทราบ


· ระบบข้อมูลหรือเทคโนโลยีใหม่ๆเป็นเครื่องมือที่สร้างพลังอำนาจสำหรับการเปลี่ยนแปลงสำนักงานในอนาคตเพราช่วยให้มีความสามารถในการออกแบบโครงสร้าง ขอบเขต ความสำพันธ์ของอำนาจสายทางเดินของงาน สินค้าและบริการใหม่ๆซึ่งได้เปรียบเชิงแข่งขันและทำให้สำนักงานบรรลุตามวัตถุประสงค์ทิศทางเทคโนโลยีที่ช่วยในการปรับตัวของสำนึกงาน มีตั้งแต่ Global Network Enterprise Network การคำนวณที่หลากหลายทั้งนี้ขึ้นกับวัตถุประสงค์และสถานการณ์ของแต่ละสำนักงาน เพราะในขณะที่มีระดับการใช้เทคโนโลยีนำมาเปลี่ยนแปลงมากแม้จะมีผลตอบแทนสูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน ผู้บริหารสำนักงานจึงควรพิจารณาไตร่ตรองและคำนึงถึงประเด็นสำคัญนี้เพื่อสำนักงานที่ดีในอนาคต









แหล่งที่มา หนังสือ

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551

รีเอ็นจิเนียริ่ง

บริษัทวิจัยชั้นนำจัดอันดับออราเคิลเป็นผู้นำซอฟต์แวร์ระบบจัดการฐานข้อมูล



http://www.thaipr.net/ -- 2 ชั่วโมง 39 นาทีที่แล้ว


กรุงเทพฯ--4 ก.ย.--ออราเคิลข้อเท็จจริง

? บริษัทวิจัยตลาดการ์ทเนอร์ (Gartner) เปิดเผยว่าออราเคิลครองตำแหน่งผู้นำซอฟต์แวร์ระบบการจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational DatabaseManagement System - RDBMS) ทั่วโลก เมื่อพิจารณาจากยอดรายได้ซอฟต์แวร์ทั้งหมดในปี 2550


? รายงานฉบับล่าสุดของการ์ทเนอร์ “ส่วนแบ่งตลาด: ซอฟต์แวร์ระบบการจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ แยกตามระบบปฏิบัติการ, ทั่วโลก, 2550” (Market Share: Relational Database Management System Software by Operating System, Worldwide, 2007)1 ระบุว่า ออราเคิลเป็นผู้นำตลาดซอฟต์แวร์ RDBMS ทั่วโลกในช่วงปี 2550 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 48.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าคู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดถึง 28 เปอร์เซ็นต์


? ในช่วงปี 2550 รายได้จากซอฟต์แวร์ RDBMS ของออราเคิลเพิ่มขึ้น 14.9 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าอัตราเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ 13.3 เปอร์เซ็นต์ โดยตลาดซอฟต์แวร์ RDBMS โดยรวมเติบโตจนมีมูลค่า 17,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2550 จากรายงานของการ์ทเนอร์


? ออราเคิลเป็นผู้นำตลาด RDBMS ทั่วโลกบนระบบปฏิบัติการ Linux ด้วยส่วนแบ่งตลาด 79 เปอร์เซ็นต์สำหรับปี 2550



? ส่วนแบ่งตลาดของออราเคิลสำหรับ Windows Server เพิ่มขึ้น 21 เปอร์เซ็นต์ในปี 2550 แซงหน้าคู่แข่งรายอื่นๆ



? รายงานฉบับดังกล่าวของการ์ทเนอร์ชี้ว่า “ถึงแม้ว่าตลาดซอฟต์แวร์ RDBMS จะเริ่มอิ่มตัว แต่องค์กรต่างๆ ยังคงจำเป็นต้องให้ความสำคัญและลงทุนในซอฟต์แวร์นี้อย่างต่อเนื่อง เพราะ RDBMS เป็นพื้นฐานสำหรับความสำเร็จในโครงการริเริ่มที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก เช่น การจัดการประสิทธิภาพขององค์กร (Corporate Performance Management - CPM), ระบบธุรกิจอัจฉริยะ (Business Intelligence - BI) และระบบคลังข้อมูล (Data Warehousing) 2”คำกล่าวสนับสนุน



“ข้อมูลของการ์ทเนอร์แสดงให้เห็นว่าออราเคิลเป็นฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ในอัตรา 2 ต่อ 1 เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ใกล้เคียงกันที่สุด” วิลลี่ ฮาร์ดี้ รองประธานฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ฐานข้อมูลของออราเคิล กล่าว “ลูกค้าหันมาใช้ Oracle Database 11g เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดการข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง”







แหล่งที่มา htt:// www.ryta.com/news/2008-09-04/42583457/

วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2551

วัดพระแก้ว



วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ( วัดพระแก้ว )
การสถาปนาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)

การสถาปนาวัดนี้ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ได้ทำเป็น ๒ ระยะ ระยะแรกได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ที่ทรงอัญเชิญมาจากเวียงจันทร์เป็นศูนย์กลางที่สำคัญ ล้อมรอบด้วยพระระเบียง ทำนองเดียวกับการมีพระระเบียงล้อมรอบพระสถูปเจดีย์ในสมัยอยุธยา มีศาลาราย ๑๒ หลังรอบพระอุโบสถ สร้างหอระฆังขึ้นทางด้านทิศใต้ของพระอุโบสถ นอกจากนั้นทางด้านทิศเหนือของพระอุโบสถ มีหอพระไตรปิฎกประดิษฐานพระไตรปิฎกฉบับทองที่โปรดเกล้าฯ ให้สังคายนาขึ้น หอพระไตรปิฎกนี้ต้องอยู่กลางสระน้ำ ตามธรรมเนียมของการสร้างหาไตรทั่วไปในสมัยนั้น เรียกว่า หอพระมณเฑียรธรรม มีพระเจดีย์ทอง ๒ องค์ สร้างอุทิศถวายพระราชบิดาและพระราชมารดา

ต่อมาในระยะหลังได้เกิดเพลิงไหม้หอพระมณเฑียรธรรมจึงได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างที่ประดิษฐานพระไตรปิฎกขึ้นใหม่ในตำแหน่งเดิม โดยถมสระน้ำที่อยู่ล้อมรอบหอพระมณเฑียรธรรม สร้างอาคารขึ้นใหม่เรียกว่า พระมณฑป รวมทั้งได้ขยายเขตวัดพระศรีรัตนศาสดารามไปทางทิศเหนือ และสร้างหอพระมณเฑียรธรรมขึ้นใหม่เพื่อประดิษฐานพระไตรปิฎกฉบับอื่นๆ และเป็นที่บอกหนังสือพระด้วย นอกจากนั้นยังสันนิษฐานว่าโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหอพระขึ้น ๒ พอเรียงกันในแนวเดียวกับหอพระมณเฑียรธรรมหลังที่สร้างขึ้นใหม่ได้แก่ หอพระนาก ประดิษฐานพระนาก และพระวิหารขาวหรือหอพระเทพบิดรประดิษฐานพระเทพบิดร ซึ่งเป็นเทวรูปพระเจ้าอู่ทองจากวัดพุทไธสวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำมาแปลงเป็นพระพุทธรูปหุ้มเงิน พร้อมทั้งสร้างพระปรางค์ ๘ องค์ขึ้นที่หน้าวัดนอกพระระเบียง นอกจากสถาปนาอาคารต่างๆ ในพระอารามแล้ว ยังทรงมีพระราชศรัทธาสร้างเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ๒ ชุด คือเครื่องทรงสำหรับฤดูร้อนและฤดูฝน

สมัยรัชกาลที่ ๒ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างหรือปฏิสังขรณ์อาคาร หรือสิ่งก่อสร้างใดๆ ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สันนิษฐานว่าคงจะเป็นช่วงที่อาคารต่าง ๆ ยังอยู่ในสภาพดี ไม่จำเป็นต้องบูรณะแต่ประการใด

สมัยรัชกาลที่ ๓ ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถและพระมณฑปเป็นการใหญ่ พร้อมทั้งปรับปรุงหอพระทั้ง ๒ หลัง หลังหนึ่งคือพระวิหารขาวเรียกว่า พระเศวตกุฎาคารวิหารยอด ประดิษฐานพระเทพบิดรและพระพุทธรูปที่พระองค์ทรงนับถือศรัทธา อีกหลังหนึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิของเจ้านายในพระราชวงศ์จักรี แต่เรียกตามความเคยชินว่า หอพระนาก และได้บูรณะปฏิสังขรณ์ พระปรางค์ ๘ องค์ ตามที่รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างไว้ พร้อมทั้งสร้างกำแพงแก้วโอบล้อมพระปรางค์ไว้อีกชั้นหนึ่ง นอกจากนั้นยังโปรดเกล้าฯ ให้ตกแต่งลานวัดเป็นต้นว่า ก่อภูเขา ทำแท่นที่นั่ง กระถางต้นไม้ และตั้งตุ๊กตาหินรูปต่างๆ เป็นเครื่องประดับพระอาราม พร้อมทั้งปั้นยักษ์ยืนประตูจำนวน ๖ คู่กันหน้าเข้าหาพระอุโบสถ นอกจากการปฏิสังขรณ์พระอารามแล้วยังทรงสร้างพระพุทธรูปรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ ประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถและสร้างเครื่องทรงพระแก้วสำหรับฤดูหนาวเพิ่มขึ้นด้วย

สมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทั้งนี้เนื่องจากพระองค์ได้มีพระราชประสงค์จะสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่ เพราะทรงเห็นว่าพระอุโบสถที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) อยู่ต่ำกว่าพระมณฑปที่ประดิษฐานพระไตรปิฎก จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธปรางค์ปราสาทขึ้นที่ด้านหน้าพระมณฑป เพื่อจะประดิษฐานองค์พระแก้วมรกตและสร้างพระเจดีย์ทรงลังกา แบบพระมหาเจดีย์ที่วัดพระศรีสรรเพชญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ด้านหลังของพระมณฑปในแนวแกนเดียวกัน ตามแบบการสร้างพระวิหารและพระพุทธเจดีย์ในสมัยอยุธยา แต่ด้วยเหตุที่พระมณฑปมีฐานสูงถึง ๓ ชั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานพระพุทธปรางค์ปราสาทและพระศรีรัตนเจดีย์ให้สูงเสมอกับฐานชั้นที่ ๓ ของพระมณฑป สร้างเป็นฐานร่วมเรียกว่า ฐานไพที ด้วยเหตุที่มีการถมฐานให้กว้างใหญ่ขึ้นในลักษณะนี้ ทำให้ฐานนั้นยาวเกินกว่าพระระเบียง จึงต้องขยายพระระเบียงออกไปทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก โอบอ้อมเอาพระปรางค์หน้าวัดไว้ ๒ องค์ ในการขยายพระระเบียงครั้งนี้ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างประตูที่พระระเบียงขึ้นทั้ง ๒ ด้านที่ขยายไปใหม่ โดยด้านทิศตะวันออกทำเป็นซุ้มมียอดทรงมงกุฎและมีเกยทั้ง ๒ ข้าง ส่วนด้านทิศตะวันตกเป็นซุ้มไม่มียอด มีเกยข้างเดียว

นอกจากนั้นการที่พระองค์ทรงธุดงค์ไปตามสถานที่ต่าง ๆ ในสมัยที่ทรงพระผนวช ได้ทรงพบพระแท่นมนังคศิลาอาสน์ พระเจดีย์โบราณและพระปรางค์โบราณ เมื่อทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามจึงได้นำมาสร้างเป็นถาวรวัตถุ เช่นสร้างพระมณฑปยอดปรางค์ ประดิษฐานพระเจดีย์โบราณบนฐานไพทีเดียวกันกับหอพระคันธารราษฎร์ และประดิษฐพระแท่นมนังคศิลาอาสน์ที่หน้าหอ สร้างพระโพธิธาตุพิมานประดิษฐานพระปรางค์โบราณ ตั้งอยู่ระหว่างหอพระราชพงศานุศรและหอพระราชกรมานุสร ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นลักษณะประจำของสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ ๔ ที่มักจะทรงสร้างอาคารหลายหลังบนฐานไพทีเดียวกัน นอกจากนั้นได้ทรงนำแบบอย่างของลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยามาใช้ เช่น การสร้างพระสถูปเจดีย์แบบทรงลังกา นำแบบอย่างการวางพระวิหารลงหน้าพระเจดีย์ในแนวแกนเดียวกัน นำยอดปรางค์มาใช้กับพระพุทธปรางค์ปราสาท พระโพธิธาตุพิมานและพระมณฑปยอดปรางค์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแผนผังและรูปแบบของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เท่าที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

นอกจากการสร้างอาคารต่าง ๆ เพิ่มขึ้นแล้ว ที่บนลานทักษิณของพระมณฑปยังโปรดเกล้าฯ ให้ถ่ายแบบจำลองนครวัดจากประเทศเขมรมาสร้างถวายเป็นพุทธบูชา และให้ประชาชนชมว่าเป็นของแปลก

สมัยรัชกาลที่ ๕ การก่อสร้างและการบูรณะปฏิสังขรณ์อาคารต่าง ๆ ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้า ฯ ให้กระทำขึ้นนั้น ส่วนใหญ่ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะพระองค์ได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน ใน พ.ศ. ๒๔๒๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้า ฯ ให้บูรณะและปฏิสังขรณ์ทั้งพระอารามครั้งใหญ่จนแล้วเสร็จ พร้อมกับการสมโภชพระนครครอบ ๑๐๐ ปี ใน พ.ศ. ๒๔๒๕ หลังจากนั้นจึงโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างบุษบกตราแผ่นดินขึ้นที่ฐานไพทีของพระมณฑปรวม ๓ องค์ เฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ต่อมาในปลายรัชกาลได้เกิดเพลิงไหม้เครื่องบนของพระพุทธปรางค์ปราสาท จึงโปรดเกล้า ฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่แต่ยังไม่ทันเสร็จก็ได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน

สมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์ พระพุทธปรางค์ปราสาทและตกแต่งเครื่องประดับภายใน พระราชทานนามใหม่ว่า ปราสาทพระเทพบิดร ประดิษฐานพระบรมรูปพระมหากษัตริย์รัชกาลก่อน ๆ ทั้ง ๕ พระองค์ ในการบูรณะปราสาทพระเทพบิดรครั้งนี้ได้ชะลอพระเจดีย์ทองทั้ง ๒ พระองค์เลื่อนไปไว้ที่มุมด้านทิศตะวันออก รื้อซุ้มประตูและบันไดชั้นฐานประทักษิณปราสาทพระเทพบิดรด้านทิศตะวันออก ด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ ทำบันไดใหม่ปูด้วยหินอ่อน รวมทั้งบันไดด้านที่ตรงกับพระศรีรัตนเจดีย์ด้วย นอกจากนั้นโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพนมหมาก ขึ้นที่กำแพงแก้วรอบฐานไพที พร้อม ๆ กับการรื้อซุ้มประตูและบันไดดังกล่าวแล้ว ส่วนที่บันไดทางเข้าพระอุโบสถทั้งด้านหน้าและหลังก็โปรดเกล้า ฯ ให้แก้ขั้นบันไดให้เตี้ยลงและปูพื้นใหม่ด้วยหินอ่อน

สมัยรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์อาคารต่าง ๆ รวมทั้งภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นการใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครอบ ๑๕๐ ปี ใน พ.ศ. ๒๔๗๕ การบูรณะปฏิสังขรณ์ในครั้งนี้ได้ยึดถือหลักการว่า ให้บูรณะปฏิสังขรณ์ไปตามแบบเดิม เพียงแต่แก้ไขเปลี่ยนแแปลงวัตถุและวิธีการก่อสร้างให้เป็นไปตามหลักวิชาการสมัยใหม่ เพื่อให้อาคารมีความคงทนถาวรยิ่งขึ้น

สมัยรัชกาลที่ ๘ มีการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นบางส่วน เช่นการบูรณะจิตรกรรมฝาผนังที่พระระเบียงเป็นต้น

สมัยรัชกาลปัจจุบัน ประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๓ รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อดำเนินการบูรณะจิตรกรรมฝาผนังที่พระระเบียง ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นแม่กองดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์อาคารและสิ่งก่อสร้างทั่วทั้งพระอาราม เพื่อเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ พร้อม ๆ กับการบูรณะในครั้งนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างบุษบกตราแผ่นดิน ขึ้นอีก ๑ องค์ที่ฐานไพทีทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประดิษฐานพระบรมราชสัญลักกษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2551

สรุปหลักเกณฑ์การพิจารณาการตัดสินใจนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้ามาใช้

สรุปหลักเกณฑ์การพิจารณาการตัดสินใจนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้ามาใช้
การพิจารณาการตัดสินใจนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้ามาใช้เนื่องจากระบบ
งานสำนักงานอัตโนมัติเป็นงานที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะด้าน เป็นผู้จัดระบบดังนั้นก่อนจะสร้างระบบสำนักงานอัตโนมัติคงต้องเป็นหน้าที่ของบุคคลดังต่อไปนี้


1. ผู้ขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บริษัทที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์สำนักงานอัตโนมัติ มักจะให้บริการด้านการให้คำ ปรึกษาหรือเป็นผู้จัดตั้งระบบโดยไม่คิดมูลค่า เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของแต่ละสำนักงาน

2. ทีมงานเฉพาะกิจของบริษัทบริษัทที่ต้องการมีสำนักงานอัตโนมัติ อาจจัดตั้งทีมงานขึ้นมาเองเพื่อทำการวิจัยด้านนี้โดยเฉพาะและควรมีพนักงานที่มีความชำนาญด้านการจัดการข้อมูล

3. ที่ปรึกษาบางบริษัทไม่มีพนักงานที่มีความชำนาญพอที่จะจัดตั้งทีมงานขึ้นเองได้

4. ทีมงานเฉพาะกิจร่วมกับที่ปรึกษา


ปัจจัยที่ต้องพิจารณาก่อนการเปลี่ยนแปลงระบบสำนักงาน มีดังนี้

1. การจัดการเอกสารในสำนักงาน พิจารณาถึงข้อมูลในด้านต่าง ๆ ดังนี้ปริมาณงานที่พิมพ์มีมากน้อยเพียงใด และความยาวของเนื้อหา

2. การวิเคราะห์ระบบสำนักงานทั้งระบบ พิจารณาสิ่งต่อไปนี้

- พิจารณาโครงสร้างของระบบสำนักงาน ว่าที่ใช้อยู่นั้นดีหรือยัง
- พิจารณาผังของสำนักงาน ว่ามีการเคลื่อนไหวของข้อมูลอย่างไร
- พิจารณาหน้าที่ของอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
- พิจารณาของแบบฟอร์มที่ใช้วิเคราะห์
- พิจารณาหน้าที่ของงานแต่ละอย่าง เพื่อทราบการทำงานรายละเอียดของงานทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ประเภทของคอมพิวเตอร์แบบตามขนาด

ประเภทของคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์สามารถจำแนกได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของขนาดเครื่องความเร็วในการประมวลผล และราคาเป็นข้อพิจารณาหลัก โดยทั่วไปนิยมจำแนกประเภท คอมพิวเตอร์ เป็น 6 ประเภทดังนี้คือ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (supercomputer) คอมพิวเตอร์เมนเฟรม (mainframe computer) มินิคอมพิวเตอร์ (minicomputer) เซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ (server computer ) ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer) และคอมพิวเตอร์แบบฝัง (embedded computer) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้


ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (supercomputer)
เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด จึงราคาแพงมาก ความสามารถในการประมวลผลที่ทำได้มากกว่า พันล้านคำสั่งต่อวินาที ตัวอย่างการใช้งานคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ เช่น การพยากรณ์อากาศการทดสอบทางอวกาศ และงานอื่น ๆ ที่มีการคำนวณที่ซับซ้อน









คอมพิวเตอร์เมนเฟรมหรือคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่

(mainframe computer)

เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพรองจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์ สามารถรองรับการทำงานจากผู้ใช้ได้หลายร้อยคนในเวลาเดียวกัน ประมวลผลด้วยความเร็วสูง มีหน่วยความจำหลักขนาดใหญ่ ตลอดจนการจัดเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก คอมพิวเตอร์เมนเฟรม นิยมใช้
กับองค์การขนาดใหญ่ที่มีการเข้าถึง ข้อมูลของผู้ใช้จำนวน มากในเวลาเดียวกันเช่น งานธนาคาร การจองตั๋วเครื่องบิน การลงทะเบียนและการตรวจสอบผลการเรียน ของนักศึกษา เป็นต้น














มินิคอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์ขนาดกลาง

(minicomputer)

เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานน้อยกว่า เมนเฟรมแต่สูงกว่าไมโครคอมพิวเตอร์ และสามารถรองรับการทำงาน จากผู้ใช้ได้หลายคนในการทำงาน ที่แตกต่างกัน จากจุดเริ่มต้นใน การพัฒนา ที่ต้องการให้ คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ทำงานเฉพาะอย่าง เช่น การคำนวณทางด้านวิศวกรรม ทำให้การพัฒนามินิคอมพิวเตอร์ เจริญอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันธุรกิจและองค์การหลายประเภทนิยมนำ มินิคอมพิวเตอร์มา ใช้ในการให้บริการข้อมูลแก่ลูกค้า เช่น การจองห้องพักของโรงแรม การทำงานด้านบัญชีขององค์การธุรกิจ เป็นต้น

เซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ (server computer)

เป็นคอมพิวเตอร์ที่สนับสนุนการทำงานของคอมพิวเตอร์ เครือข่ายซึ่งใช้ในการจัดสรรและใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น แฟ้มข้อมูล โปรแกรมประยุกต์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ( เช่น เครื่องพิมพ์แลอุปกรณ์อื่น ๆ )




ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer)

เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีผู้นิยมใช้แพร่หลายมากที่สุด ส่งผลให้การพัฒนาเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์มีลักษณะและรูปแบบ ที่แตกต่างกัน เช่น คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ( desktop computer ) คอมพิวเตอร์พกพา ( portable computer ) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้


คอมพิวเตอร์แบบฝัง (embedded computer )


เป็นคอมพิวเตอร์ที่ฝังในอุปกรณ์ต่าง ๆ นิยมนำมาใช้ทำงาน เฉพาะด้าน พิจารณาจากภายนอกจะไม่เห็นว่าเป็นคอมพิวเตอร์แต่จะ ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานบางอย่างของอุปกรณ์นั้นๆ คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ เช่น เครื่องเล่นเกม ระบบเติมน้ำมันอัตโนมัติ โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น











แหล่งที่มา http://www.tp.th.gs/web-t/p/index3.htm

วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ระบบแสงไฟฟ้า

การประหยัดพลังงานระบบแสงสว่างในอาคาร

การประหยัดพลังงานระบบแสงสว่างในอาคาร โดย สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตาม พ.ร.บ. กำหนดไว้ว่า สำหรับพื้นที่สำนักงาน, โรงแรม, สถานศึกษา และ โรงพยาบาล/สถานพักฟื้น ค่ากำลังไฟฟ้าแสงสว่างสูงสุด (วัตต์ต่อตารางเมตรของพื้นที่ใช้งาน) ไม่เกิน 16 W/M2 หรือกรณีพื้นที่ร้านขายของ, ซูเปอร์มาร์เก็ต และศูนย์การค้า ไม่เกิน 23 W/M2 ทั้งนี้ให้สามารถคิดคำนวณพื้นที่ทั้งอาคารเฉลี่ยได้ โดยไม่รวมพื้นที่จอดรถ แต่รวมถึงไฟฟ้าแสงสว่างทั่วไปที่ใช้ในการโฆษณาเผยแพร่สินค้า ยกเว้น แสงสว่างที่ใช้ในตู้กระจกแสดงสินค้าหน้าร้าน














ซึ่งข้อจำกัดดังกล่าว หากเลือกใช้และติดตั้งอุปกรณ์โคมไฟฟ้า, หลอดไฟ และ บัลลาสต์ สำหรับระบบแสงสว่างในอาคารอย่างไม่ระมัดระวัง ก็จะส่งผลให้เกิดการใช้กำลังไฟฟ้าแสงสว่างต่อพื้นที่เกินจากที่กำหนดไว้ ดังนั้นเราจึงควรเลือกใช้อุปกรณ์ระบบแสงสว่าง ที่มีความเหมาะสมและประหยัดพลังงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานอย่างสมบูรณ์งบประมาณ

ด้วยดังนั้นจึงควร


1. พิจารณาเลือกความสว่างที่ต้องการใช้งานให้เหมาะสม ซึ่งโดยปกติผู้ออกแบบสามารถเลือกใช้ค่าตามคู่มือการออกแบบทางวิศวกรรมการส่องสว่าง เช่น CIE หรือ IES โดยขึ้นอยู่กับประเภทพื้นที่ใช้งานนั่นเอง เช่น พื้นที่ทำงานทั่วไปของสำนักงานประมาณ 500 LUX เป็นต้น

2. พิจารณา LPW ประสิทธิภาพแสงของหลอดไฟ และอุปกรณ์ประกอบ ซึ่งประสิทธิภาพแสงของหลอดไฟ (LUMINOUS EFFICACY) มีหน่วยเป็นลูเมนต่อวัตต์ ควรเลือกใช้หลอดไฟที่มีค่า Luminous efficacy สูง แต่ก็ควรคำนึงถึงระยะความสูงติดตั้งในการเลือกใช้ประเภทของหลอดไฟไว้ด้วย เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์จะมีประสิทธิแสงประมาณ 45-72 Im/w เหมาะสำหรับความสูงติดตั้งไม่เกิน 3.50 เมตร หากต้องการติดตั้งสูงกว่านี้ ควรเลือกใช้เป็นหลอดเมทัลฮาไลต์ หรือ หลอดโซเดียมแทน ซึ่งมีค่า Luminous efficacy สูงกว่า

3. พิจารณาเลือกใช้โคมไฟ ที่ให้ค่าสัมประสิทธิ์การใช้ประโยชน์แสงสูง ซึ่งหน้าที่ของโคมไฟคืออุปกรณ์ควบคุมบังคับแสงให้ส่องไปในทิศทางที่ต้องการโดยใช้อุปกรณ์ช่วยในการสะท้อนแสง เช่น เหล็กแผ่นพ่นสีขาวหรืออะลูมิเนียมเงาชุบอโนไดส์ มาทำเป็นแผ่นสะท้อนแสง ช่วยในการบังคับทิศทางการสะท้อนของแสงให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาแผ่นสะท้อนแสงให้มีค่าการสะท้อนแสงสูงมากขึ้น โดยใช้สารเงินเคลือบแผ่นอะลูมิเนียม ซึ่งมีอยู่ 2 ลักษณะคือ

แบบแรก ใช้ฟิล์มเงินปิดกาวทับลงบนแผ่นอะลูมิเนียม ซึ่งจะได้ค่าการสะท้อนแสงสูงมากถึง 93-94% แต่ก็มีปัญหาด้านอายุการใช้งานเมื่อใช้ไปนานๆ แสงอุลตราไวโอเลตจากหลอดไฟที่เปิดไว้หรือความร้อน, ความชื้นจากสภาพแวดล้อมจะทำให้แผ่นสะท้อนแสงพอง, เหลือง และลอกหลุดได้ มีอายุการใช้งานประมาณไม่เกิน 3-5 ปี

แบบที่สอง คือ การนำแผ่นอลูมิเนียมที่ชุบอโนไดส์เงามาแล้วผ่านกรรมวิธีประจุอิออนเงินบนแผ่นอะลูมิเนียมเงา ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงภายใต้สุญญากาศทั่วทั้งแผ่น (Dielectric Overvacuum Silver Coating) จะให้ค่าการสะท้อนแสงสูงมากถึง 95% และจะไม่มีปัญหาด้านอายุการเหมือนแบบแรกแต่อย่างใด อายุการใช้งานประมาณ 20 ปีขึ้นไป เป็นแผ่นสะท้อนแสงเงินที่มีประสิทธิภาพในการสะท้อนแสงสูงมากที่สุดในปัจจุบันนี้ เมื่อนำแผ่นสะท้อนแสงเงินดังกล่าวมาใช้เป็นอุปกรณ์ทำหน้าที่ในการควบคุมบังคับแสงให้ส่องไปในทิศทางต่างๆ ซึ่งนิยมใช้ในโคมประเภทให้แสงสว่างทางตรง (Direct Luminlare) พวกโคมตะแกรงอะลูมิเนียม หรือโคมโรงงานมี Reflector จะทำให้ลดการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์ของหลอดไฟได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ควรพิจารณาค่าการสะท้อนแสงของส่วนต่างๆ ของห้อง เช่น เพดาน, ผนัง และพื้น ถ้าส่วนต่างๆ เหล่านี้ได้รับการทาสีที่ให้ค่าการสะท้อนแสงสูง ก็จะทำให้ค่าสัมประสิทธิ์การใช้ประโยชน์สูงตามไปด้วย เนื่องจากปริมาณแสงที่ตกลงบนพื้นที่ทำงานส่วนหนึ่งได้มาจากโคมไฟโดยตรง แต่อีกส่วนหนึ่งได้มาจากการสะท้อนแสงจากส่วนต่างๆ ของห้องนั่นเอง

4. พิจารณาการบำรุงรักษาอุปกรณ์ที่ให้แสงสว่าง ได้แก่
หลอดไฟและโคมไฟ ซึ่งถ้าได้รับการหมั่นดูแลทำความสะอาดเรื่องฝุ่นละอองหรือบำรุงรักษาเปลี่ยนหลอดไฟใหม่ เมื่อหมดอายุการใช้งานก็จะช่วยให้อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถให้แสงสว่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากปัจจัยที่กล่าวทั้ง 4 ข้อมานี้ ควรพิจารณาในเรื่องการให้ลักษณะแสงที่เหมาะสมแก่พื้นที่ใช้งาน เช่น พื้นที่ทำงานที่มีการทำงานกระจายอยู่อย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ ห้องทำงาน, ห้องเรียน, ยิมเนเซียม ฯลฯ ควรให้แสงที่มีความสม่ำเสมอตลอดพื้นที่ โดยเลือกใช้โคมไฟที่มีค่ากระจายแสงที่สม่ำเสมอตลอดพื้นที่ โดยเลือกใช้โคมไฟที่มีค่ากระจายแสงที่สม่ำเสมอ (Unifornity Distribution) นั่นเอง หรือหากเป็นการให้แสงสว่างเฉพาะพื้นที่ เช่น ห้องทำงานขนาดเล็กส่วนตัว, บริเวณรับรอง, ทางเดินอิสระก็ควรแบ่งแยกสวิตซ์ควบคุมการทำงานแสงสว่างโคมไฟให้เหมาะสม เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานในส่วนที่ไม่จำเป็นต้องใช้ หรือหากต้องการใช้งานพื้นที่พิเศษก็ให้เพิ่มการติดตั้งโคมไฟเฉพาะพื้นที่ที่ต้องการเท่านั้น ไม่ต้องเพิ่มโคมไฟเป็นจำนวนมากสำหรับส่องพื้นที่ที่ต้องการแสงสว่างเฉพาะจุดเท่านั้น

เทคนิคสุดท้ายที่สามารถใช้ร่วมกับการประหยัดพลังงานสำหรับระบบแสงสว่างในอาคารก็คือ การใช้แสงอาทิตย์มาช่วยร่วมกับแสงจากโคมไฟและหลอดไฟ ซึ่งต้องพิจารณาร่วมกันระหว่างสถาปนิก, วิศวกรรมเครื่องกล ที่รับผิดชอบงานระบบปรับอากาศ และวิศวกรรมไฟฟ้าด้านแสงสว่าง





ระบบแสงสว่างพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Lighting System)


SLS-1206Y42


ระบบไฟถนนพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ เป็นระบบแสงสว่างพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดเล็ก ที่ถูกออกแบบเพื่อเป็นแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับไฟถนน

อุปกรณ์ระบบแสงสว่างที่ใช้ได้กับชุดระบบไฟถนนพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์










  • หลอด LED 12 V 6 W สีเหลือง จำนวน 2 โคม ใช้งานได้นาน 12 ชั่วโมง
ส่วนประกอบของระบบ

แผงเซลล์แสงอาทิตย์ (PLD-26 Wp) 52 Wp (24 V)
เครื่องควบคุมการประจุกระแสไฟฟ้า (SOLARCON SET-1210) 1 เครื่อง
แบตเตอรี่แบบ Maintenance Free 17 Ah x 2
โคมไฟถนน LED 12 V 6 W สีเหลือง 2 โคม
เสาไฟ ความสูง 4 เมตร (มีให้เลือกความสูง 6 เมตร)